วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บทความสุขภาพ : โรคมะเร็งใน(ผู้หญิง) ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคมะเร็งใน(ผู้หญิง) ที่ไม่ควรมองข้าม


Image result for มะเร็งเต้านมสุขภาพผู้หญิง

      ร่างกายคนเรามักเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง หรือผู้ชาย ในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนปกตินั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งก็เป็นได้

      สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่น่ารักทุกท่าน บทความวันนี้ผมได้หยิบมาให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่านกันในวันนี้ คือ "โรคมะเร็งในผู้หญิงที่ไม่ควรมองข้าม" เรามีอาการเหล่านี้หรือไม่ลองมาอ่านไปพร้อมๆ กันเลย

      Dr. Robyn Andersen นายแพทย์แหล่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เฟรด ฮัทชินสันในซีแอตเทิล กล่าวว่า "กุญแจสำคัญ คือ การให้ความสนใจกับร่างกายว่ามีอะไรที่ผิดไปจากปกติหรือเปล่า" อาการใหม่ๆ บางอย่างบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และคุณต้องทราบว่ามันหมายความว่าอะไร?

มีอาการต่างๆ ดังนี้

      1. เต้านมมีการเปลี่ยนแปลง
      ก้อนในเต้านมส่วนมากแล้วจะไม่ใช่มะเร็ง แต่หมอก็จะตรวจเช็คอยู่ดู และคุณก็ควรรู้จักการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย
  • ผิวหนังเป็นรอยบุ๋ม หรือดึงรั้ง
  • หัวนมบุ๋ม
  • มีสารคัดหลั่งทางหัวนม
  • เกิดรอยแดง หรือหัวนมเปลี่ยนขนาด หรือสีผิวของหน้าอกเปลี่ยนแปลง
      เพื่อหาสาเหตุของอาการ แพทย์ก็จะตรวจร่างกายและถามคำถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบ อย่างเช่น แมมโมแกรม หรือการตรวจชิ้นเนื้อ โดยแพทย์จะตัดเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปทดสอบ


      2. อาการบวม

      “ผู้หญิงมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ รอดูอาการสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูว่ามันจะหายไปหรือไม่” Dr. Marleen Meyers แพทย์ด้านเนื้องอกวิทยา ที่ศูนย์การแพทย์ NYU Langone กล่าว


      หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมันเกิดขึ้นพร้อมกับน้ำหนักลดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ อาการท้องอืดอยู่เนืองๆ มักจะบ่งชี้ถึงโรคมะเร็งรังไข่ คุณจึงควรตรวจอุ้งเชิงกรานและตรวจเลือดบ่อยๆ และตรวจอัลตราซาวน์ในบางที เพื่อมองหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งด้วย Dr. Andersen กล่าว

      3. มีเลือดออกระหว่างมีประจำเดือน
      ถ้าคุณยังมีประจำเดือนอยู่ให้แจ้งแพทย์ให้ทราบว่าคุณพบเลือดออกมาในระหว่างมีรอบเดือน การมีเลือดออกโดยไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน อาจมีหลายสาเหตุ ซึ่งอาการนี้แพทย์จะตรวจวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งมดลูก (หรือมะเร็งในเยื่อบุโพรงมดลูก) หรือไม่

การมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนเป็นเรื่องไม่ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน

      4. ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
      การเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของขนาด, รูปทรง, และสีสันของขี้แมลงวัน หรือจุดต่างๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนังได้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจและทดสอบอย่างละเอียด บางครั้งอาจต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อด้วย นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรรอคอย D. Meyers กล่าว

      5. มีเลือดออกมาปะปนกับปัสสาวะหรืออุจจาระ
ควรบอกแพทย์ของคุณหากมีเลือดไหลออกจากร่างกายในส่วนที่มันไม่ควรมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการมาแล้วมากกว่า 1 หรือ 2 วัน Dr.Meyers กล่าว

      อุจจาระปนเลือดออกมาบ่อยครั้งบ่งชี้ว่าเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร แต่ก็อาจเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย ส่วนปัสสาวะปนเลือดบ่อยครั้งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งที่ไต นายแพทย์ Herbert Lepor ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสาวะ ใน NYU’s Langone กล่าว

      6. การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำเหลือง
      ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเล็ก ขนาดประมาณเม็ดถั่วกระจายอยู่ทั่วร่างกาย การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ แต่โรคมะเร็งบางชนิด อย่างเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวมได้เช่นกัน

      ควรเข้าพบแพทย์หากคุณพบว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย ที่กินเวลานานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น Dr.Meyers กล่าว

      7. ปัญหาการกลืน
      อาการกลืนลำบากในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลนัก แต่หากมันเกิดขึ้นบ่อยๆ และร่วมกับมีอาการอาเจียนและน้ำหนักลดแล้ว ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจหาโรคมะเร็งลำคอและมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยตรวจเช็คบริเวณลำคอและการกลืนแป้งแบเรี่ยม ซึ่งจะต้องดื่มสารพิเศษทึบแสงที่ช่วยให้มองเห็นลำคอได้ชัดขึ้นในระหว่างเอกซเรย์

      8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้พยายาม
      ผู้หญิงส่วนมากอยากให้น้ำหนักลดหายไปเหมือนระเหยไปในอากาศ แต่การสูญเสียน้ำหนักเป็น 10 ปอนด์หรือมากกว่าโดยไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอาหารหรือออกกำลังกายเลยนั้น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้

      การสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ได้ตั้งใจส่วนใหญ่แล้วอาจไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง Dr.Meyers กล่าว “มันมักจะเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากต่อมไทรอยด์ แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อน, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอดก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน”

แพทย์จะทำการทดสอบหลายอย่างเพื่อมองหาสาเหตุ รวมไปถึงการตรวจเลือดและ CT Scan ด้วย

      9. อาการแสบร้อนในทรวงอก
      การกินอาหารมากเกินไป, ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และความเครียด (บางครั้งก็สามอย่างรวมกัน) เป็นต้นเหตุของอาการแสบร้อนในทรวงอกได้ Dr. Meyers แนะนำให้คุณลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกินสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อลองดูว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่

      แต่หากมันไม่ดีขึ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาการแสบร้อนกลางอกที่ไม่หายขาดหรือเลวร้ายลงอาจหมายถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร, มะเร็งลำคอ หรือมะเร็งรังไข่ได้

      10. การเปลี่ยนแปลงภายในช่องปาก
ถ้าคุณสูบบุหรี่ ให้สังเกตฝ้าสีขาวหรือสีแดงอ่อนภายในปาก หรือบนริมฝีปาก ทั้งสองชนิดเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งช่องปาก คุณควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการทดสอบและรักษาต่อไป

      11. มีไข้
ไข้ที่ไม่ยอมหายและหาสาเหตุไม่ได้อาจหมายถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งเลือดชนิดอื่นๆ แพทย์ของคุณจะตรวจประวัติทางการแพทย์และทำการทดสอบร่างกายเพื่อหาสาเหตุต่อไป

      12. ความเมื่อยล้า
      ผู้หญิงจำนวนมากรู้สึกเมื่อยล้าเพราะชีวิตมีแต่เรื่องวุ่นวาย แต่หากเป็นความเมื่อยล้าที่ไม่ยอมหายไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ

      ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเมื่อยยล้าที่เกิดขึ้นหรือคุณมีอาการอื่นๆ ข้างเคียงด้วย อย่างเช่น มีเลือดออกมากับอุจจาระ แพทย์จะสอบถามถึงประวัติการแพทย์ในอดีตและตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่อไป

      13. อาการไอ
      การไอส่วนใหญ่แล้วจะหายไปใน 3-4 สัปดาห์ อย่าละเลยหากอาการไอกินเวลานานกว่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่หรือหายใจไม่ออก หากไอออกมาเป็นเลือดให้รีบไปพบแพทย์ การไอแบบนี้ส่วนมากจะเป็นอาการของมะเร็งปอด

      14. อาการปวด
      โรคมะเร็งไม่ก่อให้เกิดอาการปวด แต่อาการปวดที่ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก, มะเร็งสมอง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดที่หาสาเหตุไม่ได้นี้ ยิ่งโดยเฉพาะหากมีอาการมาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น

      15. ปวดท้องและซึมเศร้า
      มันเป็นอาการที่หาได้ยาก แต่หากคุณปวดท้องร่วมกับมีอาการซึมเศร้าด้วยก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับอ่อนได้ แล้วคุณควรกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวคุณเคยมีคนเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือเปล่า ดังนั้นจึงควรเข้าตรวจเช็คอาการนั่นเอง Dr. Meyers กล่าว


****************************
      เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ครับว่า "องค์การอนามัยโลก" พบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้คนทั่วโลกและยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี โดยสถิติจะพบว่า
  • ในปี 2551 มีอัตราการเสียชีวิตมาถึง 7.6 ล้านคน/ปี
  • ในปี 2555 มีอัตราการเสียชีวิตมาถึง 8.5 ล้านคน/ปี
  • และในปี 2573 (จากการขาดการณ์ไว้คาดว่าจะสูงถึง 13 ล้านคน/ปี
      ดังนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ เด็ดขาดเพราะมะเร็งไม่ใช่โรคเล็กๆ ทานยาแล้วก็หาย หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะสายเกินไป



ขอบคุณที่รับชมบล็อคบทความดีดีนะครับ
คำแนะนำหลังการอ่านจบบล็อค : เมื่อคุณอ่านจบบทความเป็นเวลานานๆ ลองมองไปที่บริเวณที่มีสีเขียว หรือบริเวณต้นไม้ต่างๆ จะช่วยลดอาการเมื่อยล้าดวงตาของคุณได้นะครับ 
ถ้าบทความที่นำมามีประโยชน์ก็ฝากกดไลค์ กดแชร์ เพจด้วยนะครับ จุ๊บๆ คุณผู้อ่านทุกท่านครับ
Page Facebook : Like Page
ขอบคุณบทความดีดีเหล่านี้จาก : health-th

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บทความสุขภาพ : โรคหลอดเลือดหัวใจ

บทความสุขภาพ : โรคหลอดเลือดหัวใจ





           สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ก็ควรดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ คุณผู้อ่านรู้จักโรคหลอดเลือดหัวใจไหมครับ คงไม่ต้องสงสัยครับว่าไม่มีใครไม่รู้จัก แล้วมันเกิดจากอะไรละ เราลองไปอ่านกันเลยดีกว่าครับ 
           โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากภาวะที่มีการสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแคบลง ลดปริมาณของออกซิเจนไปยังหัวใจ  ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ หรือหัวใจวาย  โรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดขึ้นเมื่อไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดสะสมบนผนังหลอดเลือดแดงและสร้างคราบ(ถุงไขมัน) กระบวนการนี้เรียกว่าภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว  เมื่อหลอดเลือดแคบลงและการไหลเวียนของเลือดลดลงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สร้างความเสียหายให้กล้ามเนื้อหัวใจและนำไปสู่อาการหลาย ๆ อย่างซึ่งอาจจะร้ายแรงได้

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
           โรคนี้พัฒนาอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายปี การหายใจเหนื่อยหอบเมื่อออกกำลังกายเป็นสิ่งเดียวที่เป็นอาการของโรค ทำให้ไม่ทราบว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจนกระทั่งมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หรือมีอาการหัวใจวาย

เจ็บหน้าอก
           อาการเจ็บหน้าอกเกิดเมื่อเลือดที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป  อาการนี้มักเกิดเมื่อออกแรงมาก ๆ หรือมีอารมณ์โกรธหรือจิตใจเครียด  นอกจากนี้ยังอาจเกิดเมื่อถูกอากาศเย็น ๆ หรือหลังรับประทานอาหารอิ่มจัด อาจมีอาการดังต่อไปนี้  ความรู้สึกไม่สบายหรือจุกแน่นยอดอก  เจ็บร้าวที่คอ ขากรรไกร ลำคอ หลัง หรือแขน  เหนื่อยหอบ หายใจขัด อาการมักเป็นนาน ๒-๓ นาที แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุดกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ บางครั้งก็หายไปเองเมื่อออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ

หัวใจวาย
           การเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจทำให้ปิดกั้นหลอดเลือดแดงอย่างสมบูรณ์  เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจวาย อาการหัวใจวายเกิดได้โดยไม่ต้องมีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการอื่น ๆ มาก่อน และอาจรวมถึงอาการเหล่านี้  รู้สึกหนักหรือบีบเค้นในใจกลางของหน้าอก  เจ็บร้าวแพร่กระจายไปยังแขน  คอ ขากรรไกร ใบหน้า หลัง หรือท้อง  รู้สึกวิงเวียน  หายใจขัด เหงื่อแตก ความรู้สึกป่วยหรืออาเจียน  เป็นไปได้ว่าคนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเป็นความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่
หัวใจล้มเหลว
           โรคหลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจอ่อนแอและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหมายถึงไม่แข็งแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ข้อเท้าและขาบวมได้
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
           หากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับความเสียหายหรือตาย อาจจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ (จังหวะ) ซึ่งอาจค่อย ๆ พัฒนาไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นมากขึ้น อาจจะรู้สึกใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง หรืออาจจะไม่สังเกตเห็นมันเลยก็ได้ ภาวะที่ร้ายแรงที่สุดคือ อาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นโดยสิ้นเชิง (หัวใจวาย)

สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ :
           โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง พบมากในผู้สูงอายุ ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้
  1. การสูบบุหรี่  
  2. การมีน้ำหนักเกิน
  3. การดำเนินชีวิตอย่างเฉื่อยชา
  4. เป็นโรคเบาหวาน
  5. ความดันโลหิตสูง
  6. คอเลสเตอรอลสูง
  7. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป 
  8. ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
  9. รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  10. ความเครียดและภาวะซึมเศร้า

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ :
           แพทย์จะสอบถามอาการและตรวจร่างกาย สอบถามเกี่ยวกับประวัติความเจ็บป่วย และอาจให้เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมัน คอเลสเตอรอล น้ำตาล และโปรตีน  วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง  การเอ็กซเรย์ทรวงอก เป็นต้น

ทางเลือกสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ :
           มีทางเลือกในการรักษาหลายทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคล เช่น การดูแลตัวเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตอาจจะช่วยลดอาการ หรือป้องกันอาการหัวใจวาย แต่มักจะไม่เพียงพอ  แพทย์อาจจะยังแนะนำให้ใช้ยาและรับการรักษาอื่น ๆ
           การใช้ยา ยาใช้ลดอาการ ทำให้อาการไม่เลวร้ายลง หรือป้องกันหัวใจวายในอนาคต  มียาหลากหลายที่ใช้ในการรักษาโดยตัวยาทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยาที่นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่  ยาต้านการแข็งตัวของเลือด  เช่นแอสไพริน ยาลดคอเลสเตอรอล เช่น ยากลุ่ม statin,  Beta-blockers,  ACE inhibitors, Angiotensin II,  Anticoagulants, ไนเตรท, Antiarrhythmic,  Nicorandil, Ranolazine เป็นต้น 
           หากใช้ยาแล้วยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจแนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ  เพื่อหารือเกี่ยวกับการรักษาวิธีอื่น ๆ เช่น  การใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

วิธีการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้
  1. งดสูบบุหรี่
  2. ลดน้ำหนักส่วนเกิน
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  4. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  5. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ
เพียงเท่านี้พวกเราก็จะห่างจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้แล้วละครับ ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านสุขภาพแข็งแรงตลอดปีนะครับ ใกล้เทศกาลต่างๆ แล้วขอให้เดินทางกันโดยสวัสดิภาพครับ ด้วยความรักและเป็นห่วงใจจากผมบล็อคและเพจ "บทความดีดีครับ"

ขอบคุณที่รับชมบล็อคบทความดีดีนะครับ
คำแนะนำหลังการอ่านจบบล็อค : เมื่อคุณอ่านจบบทความเป็นเวลานานๆ ลองมองไปที่บริเวณที่มีสีเขียว หรือบริเวณต้นไม้ต่างๆ จะช่วยลดอาการเมื่อยล้าดวงตาของคุณได้นะครับ 
ถ้าบทความที่นำมามีประโยชน์ก็ฝากกดไลค์ กดแชร์ เพจด้วยนะครับ จุ๊บๆ คุณผู้อ่านทุกท่านครับ
Page Facebook : Like Page
ขอบคุณบทความดีดีเหล่านี้จาก : aetna

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บทความสุขภาพด้านอาหาร : “หอยนางรม” ราชาอาหารบำรุงสุขภาพจริงหรือ

ทาน “หอยนางรม” ราชาอาหารบำรุงสุขภาพจริงหรือ




         เมื่อเรากล่าวถึงอาหารทะเล เราคงลืมอาหารชนิดนี้ไม่ได้แน่ๆ ครับ "หอยนางรม" หรือ Oyster เป็นอาหารทะเลประเภทแรก ที่หลายคนนึกถึง ซึ่งหอยนางรมนั้นเราสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือจะนำมาปรุงสุกก็อร่อยไม่แพ้กัน ซึ่งในหอยนางรมนั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และวิตามินดี จึงทำให้หอยนางรมเป็นอาหารยอดฮิตในหมู่คนรักสุขภาพได้ไม่ยาก


"หอยนางรม" กับสมรรถภาพทางเพศของหนุ่มๆ


          ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นความเครียด โภชนาการที่ไม่สมดุลการขาดการออกกำลังกาย รวมไปถึงความผิดปกติของฮอร์โมน ล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในเพศชาย แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณผู้ชายได้ลอง ‘โด๊ป’ หอยนางรมสักตัวสองตัว

       จากงานวิจัยในต่างประเทศหลายฉบับมีการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจว่าในหอยนางรมมีสารประกอบสำคัญอย่าง เทารีน (Taurine) สามารถเสริมสร้างให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อมหมวกไต ที่ทำหน้าที่โดยตรงในการหลั่งฮอร์โมนเพศชาย นอกจากนี้ในหอยนางรมยังมีสารอาหารอีกหนึ่งชนิดคือ ซิงค์ (Zinc) ที่จะทำหน้าที่ควบคู่กับทอรีนในการกระตุ้นระบบประสาทและสมอง เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้ดียิ่งขึ้น 

          หอยนางรมไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในเรื่องทางเพศของหนุ่มๆ เท่านั้น ยังมีคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เราลองมาดูคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆ กันดูครับ


4 คุณประโยชน์ของหอยนางรม

          1. หอยนางรมช่วยบำรุงประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในหอยนางรมอุดมไปด้วยวิตามิน บี 1 และ วิตามินบี 2 ซึ่งสามารถบำรุงกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี หากรับประทานหอยนางรมควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมก็จะทำให้รูปร่างตึงกระชับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
          2. ประโยชน์ของหอยนางรมช่วยผิวพรรณเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ วิตามินซีในหอยนางรมเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ผิวหน้าดูสดใสอ่อนวัย และยังมีส่วนช่วยในการลดรอยหรือจุดด่างดำได้ดีอีกด้วย
          3. หอยนางรมช่วยป้องกันโรคเหน็บชาบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าได้ เนื่องจากหอยนางรมอุดมไปด้วยวิตามินบี หากรับประทานเข้าไปวิตามินบีจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมเส้นประสาทและทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ช่วยลดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้าได้
          4. ประโยชน์ของหอยนางรมเป็นตัวช่วยในการขับปัสสาวะ การใช้เปลือกหอยนางรมมาต้มรับประทานถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาอย่างแพร่หลายเนื่องจากหอยนางรมมีส่วน ประกอบของวิตามินเค และแคลเซียมที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเลือด แก้ไข้เสริมสร้างกระดูก บำรุงลำไส้ และยังมีคุณสมบัติขับปัสสาวะรวมไปถึงขับนิ่วได้อีกด้วย

ทานหอยนางรมอย่างไร? ให้ได้คุณประโยชน์ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย

          อย่างไรก็ตามแม้หอยนางรมจะมีคุณประโยชน์มากมายแต่หากรับประทานไม่ถูกสุขลักษณะหรือรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันเพราะหอยนางรมมีคอแลตเตอรอลค่อนข้างสูง หากรับประทานมากจนเกินไปจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ นอกจากนั้นในหอยนางรมอาจจะมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียขนาดเล็กที่พบได้ในสัตว์น้ำแทบทุกประเภท อย่างแบคทีเรีย “วิบริโอ พาราเฮโมไลติคัส” หากไม่ทำความสะอาดให้ถูกวิธีก่อนรับประทานก็อาจจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงหรือติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้

          จะเห็นได้ว่า หอยนางรมนั้นมีคุณประโยชน์มากมายแต่หากรับประทานไม่ถูกวิธี หรือทานหอยนางรมที่ไม่สด สะอาด ก็จะก่อให้เกิดภัยแฝงอยู่ ซึ่งหากเราต้องเลือกรับประทาน คงต้องเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมและต้องใส่ใจกรรมวิธีในการปรุงมากๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เมนูจานโปรดของคุณเป็นเมนูภัยร้ายให้กับตัวคุณนั่นเอง



ขอบคุณที่รับชมบล็อคบทความดีดีนะครับ
คำแนะนำหลังการอ่านจบบล็อค : เมื่อคุณอ่านจบบทความเป็นเวลานานๆ ลองมองไปที่บริเวณที่มีสีเขียว หรือบริเวณต้นไม้ต่างๆ จะช่วยลดอาการเมื่อยล้าดวงตาของคุณได้นะครับ 
ถ้าบทความที่นำมามีประโยชน์ก็ฝากกดไลค์ กดแชร์ เพจด้วยนะครับ จุ๊บๆ คุณผู้อ่านทุกท่านครับ
Page Facebook : Like Page
ขอบคุณบทความดีดีเหล่านี้จาก : สุขภาพดี